การปรับแต่งนั้นมีรูปแบบที่ซับซ้อนตามจุดประสงค์ที่ต้องการ ผมอธิบาย Workflowการปรับคร่าวๆ ก่อนแล้วกันครับ แล้วคุณ BabyPlam2003ค่อยนำไปปรับปรุงใช้งานแล้วกันนะครับ
เราเริ่มต้นที่ Levelก่อนครับเพื่อปรับคอนทราสของภาพโดย ดูที่ Histogramของภาพ ว่ากราฟของHistogramนั้นมีจุดสิ้นสุดทางโทนมืด(0)และจุดสิ้นสุดทางโทนสว่าง(255) อยู่ตรงจุดใด จากนั้นให้เราเลื่อนจุดสามเหลี่ยมที่อยู่ด้านล่างให้มาอยู่ตรงบริเวณจุดสิ้นสุืุดของกราฟทั้ง2ด้าน เพื่อปรับคอนทราสของภาพ จากนั้นดูว่าภาพนั้นมีความสว่างมากน้อยเพียงพอต่อความต้องการหรือยัง หากเราต้องการปรับในด้าน Midtoneก็ให้ใช้จุดสามเหลี่ยมตรงการ(128)ในการที่จะปรับไปทางซ้ายหรือขวา เพื่อให้ภาพมืดหรือสว่างตามต้องการ
ต่อมาเราก็ปรับที่ Curve การปรับที่ Curveนั้นคล้ายกับการปรับที่ Levelแต่ีที่ Curveนี้ เราสามารถปรับได้ละเอียดยิ่งขึ้น เราสามารถ Plotจุดตัดได้ถึง14จุด บน Curve เพื่อปรับ Levelต่างๆ ระหว่างโทนสี 0-255 ได้เฉพาะจุด หรือเฉพาะสี R-G-Bอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทั้งหมด แต่โดยทั่วๆ ไป เราจะยกบริเวณโทนกลางของ Curveขึ้นไป เพื่อให้ได้ภาพสว่างตามต้องการ ในการกรณีภาพที่ปรับนั้น มีความสว่างไม่เพียงพอ หลังจากเพิ่ม Midtoneสว่างตามความต้องการแล้ว เราก็จะมาลด Curveตรงบริเวณโทนมืด(0)และเพิ่มโทนสว่าง(255)อีกครั้งหนึ่ง ลักษณะคล้ายรูปตัว Sเพื่อรักษา Contrastของภาพให้เหมาะสม
เมื่อปรับความสว่างและคอนทราสของภาพเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เราก็มาดูว่าภาพที่ได้นั้นมีปริมาณความเข้มของสีเพียงพอหรือเปล่า ถ้ายังไม่เพียงพอก็ให้เพิ่ม Saturationตามความต้องการ หรือใช้ Functionนี้ปรับความเข้มของสีให้สมดุลย์ ในแต่ละ Channel R-G-Bเพือให้ได้ผลลัพธ์ตามที่เราต้องการ
http://www.thaidphoto.com/forums/showthread.php?t=12500
เกี่ยวกับฉัน
วันอาทิตย์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
วันอังคารที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
พบน้ำบนดวงจันทร์
มีน้ำบนดวงจันทร์อย่างเป็นทางการ ข้อมูลใหม่จากจันทรายาน-1(Chandrayaan-1) ของอินเดีย พร้อมทั้งข้อมูลสนับสนุนที่รวบรวมได้ในการบินผ่านดวงจันทร์ของยานดีพ อิมแพค(ในปฏิบัติการภาคต่อ Epoxi-ผู้แปล) และยานแคสสินี ได้ให้หลักฐานการมีน้ำในดินดวงจันทร์ หลุมอุกกาบาตอายุน้อยแห่งหนึ่งเมื่อมองด้วย Moon Mineralogy Mapper ทางขวาแสดงการกระจายตัวของแร่ธาตุที่อุดมด้วยน้ำเป็นสีฟ้า สีเพี้ยน : Carle Pieters จากมหาวิทยาลัยบราวน์ ผู้เขียนนำรายงานหนึ่งในสามฉบับที่เผยแพร่รายละเอียดและผลสรุปใหม่ๆ ในวารสาร Science กล่าวว่า ดวงจันทร์ยังคงตั้งหน้าตั้งตาสร้างความประหลาดใจให้กับเรา Pieter เป็นผู้นำทีมเครื่องทำแผนที่แร่ธาตุวิทยาดวงจันทร์(Moon Mineralogy Mapper –M3) ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ติดตั้งบนจันทรายาน มีการตรวจพบน้ำบนพื้นผิวดวงจันทร์อยู่ทั่วไป เราต้องคิดนอกกรอบ นี่ไม่ใช่สิ่งที่เราคาดหวังเมื่อสิบปีก่อน ผลสรุปใหม่ปรากฏตามกระแสประกาศโดยทีม Lunar Reconnaissance Orbiter(LRO) ก่อนหน้านี้เพียงเล็กน้อยซึ่งแสดงหลักฐานน้ำแข็งที่ขั้วดวงจันทร์ ซึ่งเกิดขึ้นก่อนหน้าที่จะมีการชนของ Lunar Crater Observation Sensing Satellite(LCROSS) ที่หลุมอุกกาบาตในเงามืดถาวรแห่งหนึ่งในวันที่ 9 ตุลาคม เพื่อที่จะสาดเศษซากน้ำแข็งออกมาให้ LRO และกล้องโทรทรรศน์ภาคพื้นดินและในอวกาศได้วิเคราะห์ขณะนี้ ข้อมูลใหม่จาก M3 ของจันทรายาน-1 ได้แสดงว่ายังคงมีน้ำก่อตัวขึ้นบนดวงจันทร์ การค้นพบนี้ได้สร้างองค์ความรู้ใหม่สำหรับการสำรวจดวงจันทร์ด้วยมนุษย์อวกาศในอนาคต เมื่อนักบินอวกาศสามารถใช้แหล่งน้ำเพื่อการดื่มกิน, สกัดออกซิเจนเพื่อหายใจและใช้ไฮโดรเจนเป็นเชื้อเพลิง แม้ว่าดวงจันทร์จะแห้งแล้งกว่าทะเลทรายใดๆ บนโลก ผลสรุปใหม่ก็บอกว่า ดินขนาด 1 ลูกบาศก์เมตร น่าจะให้น้ำได้ 1 ลิตร ยิ่งกว่านั้น โมเลกุลน้ำที่พบทั่วทั้งพื้นผิวดวงจันทร์ และไม่ได้อยู่เฉพาะเพียงที่ขั้วซึ่งหนาวเย็น Pieters กล่าวว่า เราได้รุกหน้าย่างก้าวที่สำคัญจากการค้นพบนี้ และขณะนี้ก็ยังมีก้าวย่างสำคัญอีกมากมายที่จะต้องตามติดต่อไป M3 ได้ตรวจพบการมีอยู่ของน้ำโดยหาสัญญาณการแผ่คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าช่วงอินฟราเรดที่เปล่งจากแร่ธาตุบนหรือใต้พื้นผิว ทีม M3 พบว่าความยาวคลื่นของแสงที่ตรวจพบโดยเครื่องมือนั้นสอดคล้องกับรูปแบบการดูดซับคลื่นของโมเลกุลน้ำ(H20) และโมเลกุลไฮดรอกซิล(OH) ข้อมูลยังแสดงว่าน้ำถูกสร้างขึ้นทุกๆ วัน หมุนเวียนผ่านกระบวนการที่สูญเสียและได้น้ำ ทีม M3 พบโมเลกุลน้ำและไฮดรอกซิลในพื้นที่ต่างๆ บนพื้นผิวดวงจันทร์ที่อาบแสง แต่สัญญาณน้ำปรากฏแรงขึ้นในละติจูดสูงขึ้นบนดวงจันทร์ ก่อนหน้านี้เคยสงสัยว่าจะพบโมเลกุลน้ำและไฮดรอกซิลในข้อมูลจากแคสสินีเมื่อบินผ่านดวงจันทร์ในปี 1999 แต่การค้นพบก็ไม่ได้เผยแพร่รายละเอียดจนกระทั่งบัดนี้ Roger Clark นักวิทยาศาสตร์ธรณีวิทยาสำรวจ ที่เดนเวอร์ กล่าวว่า ข้อมูลจากเครื่องมือ VIMS ของแคสสินีและ M3 สอดคล้องกันมาก เขาเป็นสมาชิกทีมทั้ง VIMS และ M3 เราเห็นทั้งน้ำและไฮดรอกซิล ขณะที่ยังไม่ทราบปริมาณที่แน่นอน เพื่อการยืนยันให้มากขึ้น นักวิทยาศาสตร์หันเหไปที่ปฏิบัติการ Epoxi ซึ่งมันบินผ่านดวงจันทร์ในเดือนมิถุนายน 2009 เพื่อที่จะเดินทางไปพบกับดาวหางฮาร์ทลีย์ 2(Hartley 2) ในเดือนพฤศจิกายน 2010 ผลจากยานไม่เพียงแต่ยืนยันการค้นพบของ VIMS และ M3 แต่ยังขยายความด้วยJessica Sunshine ผู้ช่วยหัวหน้าโครงการปฏิบัติการ Epoxi ซึ่งก็สำรวจหาสัญญาณน้ำและไฮดรอกซิลบนดวงจันทร์ กล่าวว่า ด้วยช่วงสเปคตรัมที่กว้างและมุมมองเหนือขั้วเหนือดวงจันทร์ เราสามารถสำรวจการกระจายของทั้งน้ำและไฮดรอกซิล ตามอุณหภูมิ, ละติจูด, องค์ประกอบ และช่วงเวลา นอกจากจะทำงานกับ Epoxi แล้วเธอยังเป็นนักวิทยาศาสตร์ทีม M3 ด้วย การพบน้ำบนดวงจันทร์ในช่วงกลางวันเป็นเรื่องที่เซอร์ไพรส์อย่างมาก แม้ว่าจะพบน้ำเพียงเล็กน้อย และก็อยู่ในรูปของโมเลกุลที่ยึดติดกับดิน ในข้อมูลดีพ อิมแพค เราได้เห็นโมเลกุลน้ำก่อตัวขึ้นและก็หายไปต่อหน้าต่อตา เธอกล่าวว่า เรายังคงไม่ทราบแน่ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่การค้นพบบอกถึงวัฏจักรที่ขับเคลื่อนโดยดวงอาทิตย์ ในที่ซึ่งชั้นน้ำอาจจะหนาเพียงไม่กี่โมเลกุลได้ก่อตัวขึ้น, หายไป และกลับมาอยู่บนพื้นผิวทุกๆ วัน ตอนเที่ยงวัน การดูดซับคลื่นนั้นอ่อนแต่ในตอนกลางคืนมันก็แรงขึ้น เรากำลังได้เห็นวัฏจักรทั้งปวงของการสูญเสียและกลับคืนของน้ำ ในช่วงวัน ลมสุริยะซึ่งประกอบด้วยไฮโดรเจนไอออน จะทำปฏิกริยากับแร่ธาตุที่อุดมด้วยออกซิเจนในดินดวงจันทร์เพื่อก่อตัวและสะสมเป็นไฮดรอกซิลและน้ำ น้ำจะสูญเสียในช่วงเที่ยงวัน เมื่อมันร้อนขึ้น แต่เมื่อมันเย็นลงในเวลากลางคืน มันก็สามารถสะสมน้ำได้อีก คำอธิบายเหล่านี้มีความสำคัญต่อองค์ความรู้ของระบบสุริยะทั้งปวง Sunshine กล่าวว่า วัฏจักรนี้หมายถึงว่าไม่ว่าจะตำแหน่งและภูมิประเทศอย่างไร พื้นที่ทั้งหมดของดวงจันทร์ก็จะสูญเสียน้ำในระหว่างกลางวัน ซึ่งอาจจะเป็นคำอธิบายถึงกระบวนการคล้ายๆ กันที่จะทำให้เกิดการสูญเสียน้ำอย่างนี้ ในสภาพแวดล้อมบนวัตถุที่ไม่มีชั้นบรรยากาศและเต็มไปด้วยแร่ธาตุที่อุดมด้วยออกซิเจนอย่างที่ดาวพุธ นักวิทยาศาสตร์ยังเสนอสมมุติฐานการปรากฏของแร่ธาตุที่มีน้ำอยู่ ข้อมูลยืนยันว่าน้ำมีอยู่ที่เหนือพื้นผิวดวงจันทร์หนึ่งหรือสองมิลลิเมตร แต่มันก็อาจจะปรากฏเป็นชั้นโมเลกุลเดี่ยวๆ มันอาจจะรวมตัวหรืออยู่ในรูปแบบแร่ธาตุที่แปรสภาพไปบนพื้นผิว นักวิทยาศาสตร์ยังสงสัยว่าโมเลกุลน้ำอพยพจากละติจูดสูงไปที่ขั้วซึ่งเย็นกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่ลึก อยู่ในความมืดของหลุมอุกกาบาตเก่าแก่ที่ซึ่งการนำส่งน้ำน่าจะมาจากการชนของดาวหางที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในช่วงแรกๆ ของการเกิดดวงจันทร์ ถ้าโมเลกุลน้ำเคลื่อนย้ายได้เหมือนกับที่เราคิด แม้แต่ส่วนน้อยๆ พวกมันก็จะให้กลไกที่จะนำน้ำไปสู่หลุมอุกกาบาตในเงามืดถาวรเหล่านั้น Pieters กล่าว นี่จะเปิดเส้นทางใหม่ๆ(ในการวิจัยดวงจันทร์) แต่เราจะต้องเข้าใจฟิสิกส์ของมันเพื่อใช้มันได้ซะก่อนrook :รายงาน แหล่งที่มา:spaceflightnow.com : scientists announce evidence of water on Moon astronomy.com : Deep Impact and other spacecraft find clear evidence of water on Moon science.nasa.gov : water molecules found on the Moon
วันจันทร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
การปรับขนาดรูรับแสง

การปรับค่า รูรับแสง หรือค่า F นั้นอาจจะยากสักนิดนึงสำหรับผู้เริ่มเล่นกล้องDSLRผมเองก็เป็นอีกคนที่ประสบปัญหา(มือใหม่พอๆกัน555+)
การเข้าใจเกี่ยวกับขนาดของรูรับแสงนั้นหากอธิบายให้เข้าใจกันง่ายๆเลยก็คือ หากว่าค่า F ยิ่งมากขนาดรูรับแสงจะยิ่งแคบลงน่ะเอง เหอๆ
ลักษณะความชัดลึกของภาพถ่าย DOF (Depth of field)

ลักษณัภาพชัดลึก
รูปของบานประตูจะมีลักษณะเบลอเนื่องจากไม่ไช่วัตถุหลักแต่หากมองไปที่รูปของคนในภาพจะสังเกตุได้ว่ามีลักษณะชัดเช่นเดียวกัยวัตถุในพื้นหลัง
ลักษณะภาพชัดตื้นเช่นเดียวกับภาพชัดลึกเพียงแต่สลับกันระหว่าง
วัตถุหลักและวัตถุรอง
จากลูกศรสีแดงชี้พี่หมาของคณะเกษตรจะเห็นว่ามีลักษณะเด่นที่สุดเนื่องจากเป็นการเล็งโฟกัสไปยังจุดหลักที่ต้องการ
และลุกศรสีน้ำเงินที่ชี้ไปทางต้นไม้ด้านหลังจะเห็นว่าเมื่อไม่ไช่จุดสังเกตุหลักก็จะเบลอไปตามระเบียบ
อันนี้ก็มีความรู้เท่านี้ล่ะครับ อยากรู้มากกว่านี้ก็ต้องถามผู้รู้ล่ะอันนี้จากประสบการณ์ล้วนๆถูกเปล่าไม่รู้
Basic Knowledge of Photogrammetry
ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการสำรวจด้วยภาพถ่าย
Basic Knowledge of Photogrammetry
การสำรวจด้วยภาพถ่ายเป็นศาสตร์และเทคโนโลยีของการรังวัดหาตำแหน่ง ขนาด และรูปร่างของ วัตถุโดยอาศัยการ วัดบนภาพถ่ายเป็นสำคัญ การสำรวจด้วยภาพถ่าย ประกอบด้วยกระบวนการ และเครื่องมือที่สลับซับซ้อน เนื่องจากการใช้ภาพเป็น สื่อกลางในการจัดเก็บข้อมูล และการวัด จึงมี ข้อจำกัดของความละเอียดถูกต้องที่ระดับหนึ่ง การสำรวจด้วยภาพถ่าย มีทั้งการสำรวจด้วย ภาพถ่ายทางอากาศ (aerial photogrammetry) การสำรวจด้วย ภาพถ่ายระยะใกล้ (close-range photogrammetry) การสำรวจด้วย ภาพถ่ายภาคพื้นดิน (terrestial photogrammetry) การสำรวจด้วย ภาพถ่าย ทางอากาศ เป็นลักษณะงานที่มีการใช้แพร่หลายมากที่สุด โดย ผลลัพธ์ที่ได้จะถูกนำ ไปใช้ในการผลิต แผนที่ภูมิประเทศ แผนที่ภูมิศาสตร์ แผนที่ภาพ (image map หรือ photo map) ตลอดจน การสร้างระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์
ปัจจุบันการสำรวจด้วยภาพถ่ายได้อาศัยเทคโนโลยีการประมวลผลภาพดิจิตอล (digital image processing) ทำให้เกิดเครื่องมือสำหรับงานการสำรวจด้วยภาพถ่ายที่เรียกว่า digital photogrametric workstation หรือสามารถ นิยามสาขาใหม่ของวิทยาการนี้ว่า softcopy photogrammetry ซึ่งจะใช้งานกับภาพถ่ายเมื่อได้ทำการแปลงภาพถ่าย ทางอากาศให้ อยู่ในรูปดิจิตอลโดยการใช้เครื่องกวาดภาพสำหรับงานสำรวจด้วยภาพถ่าย (photogrammetric scanner) ซึ่งเป็นเครื่องกวาดภาพที่มีความละเอียดสูงตั้งแต่ 5 ไมครอน และมีความถูกต้องทางตำแหน่งในระดับไมครอน เช่น เครื่องกวาดภาพ VexScan5000
งานสำรวจด้วยภาพถ่ายทางอากาศมีข้อได้เปรียบการสำรวจด้วยวิธีอื่นๆคือ ครอบคลุม พื้นที่กว้าง มีการทำงานในสนาม เพียงบางส่วน มีการรังวัดบนวัตถุในสามมิติโดยไม่ต้อง เข้าถึงโดยตรง หาก ว่าวัตถุนั้นปรากฎให้เห็นบนภาพถ่ายได้ ผลลัพธ์ที่ได้จากงาน สำรวจด้วยภาพถ่ายคือ แผนที่ลายเส้น เส้นชั้นความสูงและแบบจำลองความสูง แผนที่ภาพที่ดัด แก้ความผิดเพี้ยน (rectified photograph) ตลอดภาพถ่ายดัดแก้ออโธ (orthorectified photo) ซึ่งเป็นวิธีการผลิตแผนที่ ดิจิตอลวิธีหนึ่งที่สามารถทำได้อย่าง รวดเร็วและครอบคลุมพื้นที่กว้าง
สำหรับข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับหลักวิชาการ องค์ความรู้ งานวิจัย การศึกษา องค์กรวิชาชีพ ทางการสำรวจด้วยภาพถ่าย สามารถค้นคว้าเพิ่มเติมได้จากลิงค์ต่อไปนี้ซึ่งจะนำไปสู่ ่ลิงค์ต่อๆไป
International Society of Photogrammetry and Remote Sensing HomePage
American Society of Photogrammetry and Remote Sensing (ASPRS) Home Page
http://student.nu.ac.th/geo/document.asp
Basic Knowledge of Photogrammetry
การสำรวจด้วยภาพถ่ายเป็นศาสตร์และเทคโนโลยีของการรังวัดหาตำแหน่ง ขนาด และรูปร่างของ วัตถุโดยอาศัยการ วัดบนภาพถ่ายเป็นสำคัญ การสำรวจด้วยภาพถ่าย ประกอบด้วยกระบวนการ และเครื่องมือที่สลับซับซ้อน เนื่องจากการใช้ภาพเป็น สื่อกลางในการจัดเก็บข้อมูล และการวัด จึงมี ข้อจำกัดของความละเอียดถูกต้องที่ระดับหนึ่ง การสำรวจด้วยภาพถ่าย มีทั้งการสำรวจด้วย ภาพถ่ายทางอากาศ (aerial photogrammetry) การสำรวจด้วย ภาพถ่ายระยะใกล้ (close-range photogrammetry) การสำรวจด้วย ภาพถ่ายภาคพื้นดิน (terrestial photogrammetry) การสำรวจด้วย ภาพถ่าย ทางอากาศ เป็นลักษณะงานที่มีการใช้แพร่หลายมากที่สุด โดย ผลลัพธ์ที่ได้จะถูกนำ ไปใช้ในการผลิต แผนที่ภูมิประเทศ แผนที่ภูมิศาสตร์ แผนที่ภาพ (image map หรือ photo map) ตลอดจน การสร้างระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์
ปัจจุบันการสำรวจด้วยภาพถ่ายได้อาศัยเทคโนโลยีการประมวลผลภาพดิจิตอล (digital image processing) ทำให้เกิดเครื่องมือสำหรับงานการสำรวจด้วยภาพถ่ายที่เรียกว่า digital photogrametric workstation หรือสามารถ นิยามสาขาใหม่ของวิทยาการนี้ว่า softcopy photogrammetry ซึ่งจะใช้งานกับภาพถ่ายเมื่อได้ทำการแปลงภาพถ่าย ทางอากาศให้ อยู่ในรูปดิจิตอลโดยการใช้เครื่องกวาดภาพสำหรับงานสำรวจด้วยภาพถ่าย (photogrammetric scanner) ซึ่งเป็นเครื่องกวาดภาพที่มีความละเอียดสูงตั้งแต่ 5 ไมครอน และมีความถูกต้องทางตำแหน่งในระดับไมครอน เช่น เครื่องกวาดภาพ VexScan5000
งานสำรวจด้วยภาพถ่ายทางอากาศมีข้อได้เปรียบการสำรวจด้วยวิธีอื่นๆคือ ครอบคลุม พื้นที่กว้าง มีการทำงานในสนาม เพียงบางส่วน มีการรังวัดบนวัตถุในสามมิติโดยไม่ต้อง เข้าถึงโดยตรง หาก ว่าวัตถุนั้นปรากฎให้เห็นบนภาพถ่ายได้ ผลลัพธ์ที่ได้จากงาน สำรวจด้วยภาพถ่ายคือ แผนที่ลายเส้น เส้นชั้นความสูงและแบบจำลองความสูง แผนที่ภาพที่ดัด แก้ความผิดเพี้ยน (rectified photograph) ตลอดภาพถ่ายดัดแก้ออโธ (orthorectified photo) ซึ่งเป็นวิธีการผลิตแผนที่ ดิจิตอลวิธีหนึ่งที่สามารถทำได้อย่าง รวดเร็วและครอบคลุมพื้นที่กว้าง
สำหรับข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับหลักวิชาการ องค์ความรู้ งานวิจัย การศึกษา องค์กรวิชาชีพ ทางการสำรวจด้วยภาพถ่าย สามารถค้นคว้าเพิ่มเติมได้จากลิงค์ต่อไปนี้ซึ่งจะนำไปสู่ ่ลิงค์ต่อๆไป
International Society of Photogrammetry and Remote Sensing HomePage
American Society of Photogrammetry and Remote Sensing (ASPRS) Home Page
http://student.nu.ac.th/geo/document.asp
วันศุกร์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
"วิถีทาง"
วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
วันจันทร์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
















